เคลใบหยัก กินดิบหรือปรุงสุก แบบไหนที่ร่างกายกดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่ากัน

นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสายสุขภาพและผู้ที่นิยมกินผัก เพราะผักใบหยิกอย่างเคล โดยเฉพาะ Curly Kale หรือเคลใบหยัก เป็นที่นิยมมาหลายปีแล้ว แต่รู้ไหมคะว่า ในปี 2569 นี้ เคลชนิดนี้มาแรงสุดๆ เพราะหลายคนถึงกับปลูกเอง ซึ่งแม้จะได้ต้นเล็กๆ ก็ชื่นใจ

เอาละค่ะ สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ หรืออยากรู้จัก “เคล” ให้มากขึ้น วันนี้ KC Fresh ขอหยิบเรื่องน่าสนใจของเคลในประเด็น กินสุกหรือกินดิบดี มาฝากกันค่ะ

เคลใบหยักเป็นผักในตระกูล Brassica เช่นเดียวกับบรอกโคลีและกะหล่ำปลี ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการโภชนาการคลินิก เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่มีบทบาทในการช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม วิธีการกิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดิบหรือผ่านความร้อน ล้วนส่งผลต่อปริมาณสารอาหารที่ร่างกายได้รับและการดูดซึมจริงอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

โดยภาพรวม เคลใบหยักเป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน C วิตามิน K และโฟเลต รวมถึงแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล ใยอาหาร และแร่ธาตุอย่างแคลเซียมและโพแทสเซียม ซึ่งสารอาหารแต่ละชนิดมีความไวต่อความร้อนแตกต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบการปรุงมีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมค่ะ

เคลใบหยักแบบ “ดิบ” ที่นิยมกินในรูปแบบสลัดหรือสมูทตี้ จะช่วยคงระดับของวิตามินซีและโฟเลตไว้ได้สูง เนื่องจากวิตามินกลุ่มนี้สลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสความร้อน งานวิจัยด้านโภชนาการยังพบว่า ผักในตระกูล Brassica ที่ไม่ผ่านความร้อนสามารถคงศักยภาพของสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดได้มากกว่า

แต่ในความดีก็มีสิ่งที่ต้องระวัง เพราะเคลดิบมีปริมาณ ออกซาเลต (oxalates) และ กอยโตรเจน (goitrogens) สูงกว่า ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแคลเซียม และอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ในผู้ที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ โครงสร้างใยอาหารที่ค่อนข้างแข็งยังอาจทำให้บางคนเกิดอาการท้องอืดหรือไม่สบายทางเดินอาหารได้ค่ะ

ในขณะที่ เคลใบหยักแบบ “สุก” ซึ่งผ่านการปรุงด้วยความร้อน เช่น การลวกหรือนึ่ง จะช่วยสลายผนังเซลล์พืช ทำให้ร่างกายดูดซึมแคโรทีนอยด์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพดวงตาและระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry ระบุว่า การปรุงผักใบเขียวบางชนิดสามารถเพิ่มความสามารถในการดูดซึมแคโรทีนอยด์ไปใช้ได้จริงมากขึ้น

ดังนั้น การกินเคลแบบปรุงสุกจึงเหมาะกับผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบย่อยอาหารบอบบาง อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการต้มเป็นเวลานานหรือใช้น้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้วิตามินที่ละลายในน้ำ โดยเฉพาะวิตามินซี สูญเสียไปได้ค่ะ

สิ่งที่ KC Fresh อยากชวนมองคือ การกินเคลไม่มีรูปแบบเดียวที่ดีที่สุดในทุกมิติ การเลือกกินแบบดิบหรือสุกควรพิจารณาจากบริบทสุขภาพของแต่ละคน หากต้องการเน้นเสริมภูมิคุ้มกันและสารต้านอนุมูลอิสระ อาจเลือกกินดิบหรือผ่านความร้อนต่ำ แต่หากต้องการเพิ่มการดูดซึมแคโรทีนอยด์และลดสารรบกวนบางชนิด การลวกหรือนึ่งให้สุกกำลังดีถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

ท้ายที่สุดแล้ว เคลใบหยักเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การตัดสินใจว่าจะบริโภคแบบดิบหรือสุก ไม่ควรดูแค่ “สารอาหารที่มีอยู่” เท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงการดูดซึม ความปลอดภัย และสภาวะสุขภาพของผู้บริโภคควบคู่กันไป การกินอย่างหลากหลายและเหมาะสม จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักโภชนาการที่ดีมากที่สุดค่ะ